VIP2541 พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000

Recent Posts

Pages: 1 [2] 3
11

สำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นั้นถือว่าเป็นกองหน้าตัวริมเส้นด้านขวาของลิเวอร์พูลที่มีฝีมือมากๆ เขาคนนี้เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนค.ศ 1992 ปัจจุบันอายุได้ 27 ปี สัญชาติอียิปต์ ส่วนสูง 1.75 เมตร ถนัดเท้าซ้าย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นั้นได้ร่วมสโมสรยักษ์ใหญ่กับลิเวอร์พูลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 โดยที่ย้ายมาจากสโมสรโรม่า เล่นให้กับลิเวอร์พูลสวมเสื้อเบอร์ 11 และจะสิ้นสุดสัญญากับลิเวอร์พูลวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2023 และสังกัดทีมชาติคือทีมชาติอียิปต์ ค่าตัวล่าสุดคือ 135 ล้านปอนด์

สำหรับเกียรติประวัติสโมสรบาเซิลสวิสซูเปอร์ลีกฤดูกาล 2012-2013 ฤดูกาล 2013 ถึง 2014 เชลซีพรีเมียร์ลีก 2014-2015 และฟุตบอลลีกคัพ 2014-2015 เมื่อย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลได้ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก 2018-2019 UEFA Super Cup 2019 และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2019 ผลงานของทีมชาติก็คือทำให้อียิปต์ได้ African Youyh ChampionShip Bronze Medal 2011 และAfrican cup of Nations Runner-up 2017 ส่วนรางวัลส่วนตัวต้องบอกว่ามีมากมายนับไม่ถ้วน

สำหรับสถิติอาชีพกับสโมสรของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือ EI Mokawloon ได้ลงเล่นทำตู้ไปได้ 12 ประตู และลงเล่นทุกรายการคือ 44 นัด เล่นกับบาเซิลลงเล่น 79 นัด ทำประตูได้ 20 ประตู เล่นกับเชลซีทำประตูได้ 2 ประตู และลงเล่น 19 นัด เล่นกับฟิออเรนติน่ายืมตัวและโรม่ายืมตัว และเล่นกับโรม่าจริงๆ ทำประตูได้ 34 ประตู ลงเล่น 83 นัด และเล่นกับลิเวอร์พูลปัจจุบันได้เล่น 144 นัด ทำประตูได้ถึง 91 ประตู เลยทีเดียว รวมสถิติรวมของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือ 395 นัด ที่ลงเล่น และทำประตูได้ทั้งหมด 168 ประตู

สำหรับการลงเล่นกับทีมชาติอียิปต์ลงเล่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 จนถึง ค.ศ. 2019 เล่นทั้งหมดอยู่ 67 นัด ทำประตูได้ถึง 41 ประตู
14

สตีฟ โบลด์  เล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับ อาเซน่อล ในฤดูกาล 1997/1998 เขาได้ลงสนาม 29 นัดรวมทุกรายการ อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,447 นาที ยิงประตูไม่ได้เลย จ่าย 2 แอสซิสต์

สตีฟ โบลด์ ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก 24 นัด เป็นตัวจริง 21 นัด เป็นตัวสำรอง 3 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 1,970 นาที ยิงประตูไม่ได้ จ่ายไป 2 แอสซิสต์  โดยในนัดที่ 3 ถึงนัดที่ 14  เขาได้ลงสนาม 12 นัดติดต่อกัน และได้ลงเล่นในฐานะกัปตันทีมของ อาเซน่อล 2 นัดด้วยกัน

จบฤดูกาลนั้น อาเซน่อล เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยสถิติชนะ23 เสมอ9 แพ้ 6 ยิงได้ 68 เสีย 33 ประตู มี 78 คะแนน โดยพวกเขามีแต้มเหนือกว่ารองแชมป์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น  อันดับ3 ลิเวอร์พูล และอันดับ4 เชลซี ขณะที่อันดับ5 ลีดส์ ยูไนเต็ด

ฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1997/1998 สตีฟ โบลด์  ไม่ได้ลงสนามเลย โดยมีรายชื่อเป็นเพียงตัวสำรองในนัดชิงชนะเลิศ ที่อาเซน่อลมีชัยเหนือ นิวคาสเซิล 2-0  จาการยิงของ มาร์ก โอเวอร์มาส์ และนิโคล่า อเนลก้า แต่ไม่ได้ถูกส่งลงสนาม

ฟุตบอลลีกคัพ ฤดูกาล 1997/1998 สตีฟ โบลด์ ได้ลงสนาม 3 นัด เป็นตัวจริงทั้ง 3 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 300 นาที  เขาได้ลงเล่น 120 นาทีในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่อาเซน่อลมีชัยเหนือโคเวนทรี 1-0 นัดที่2 ลงเล่น 90 นาทีเต็ด ในนัดที่อาเซน่อล มีชัยเหนือ เวสแฮมต์ ยูไนเต็ด 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และนัดที่3 ลงเล่นในรอบรองชนะเลิศนัดแรก ที่อาเซน่อล เอาชนะ เชลซี 2-1 ส่วนรอบรองชนะเลิศนัดที่2 สตีฟ โบลด์ ไม่ได้ลงสนาม ซึ่งนัดนั้น อาเซน่อล แพ้ เชลซี 1-3 ตกรอบนั้นด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-4

ฟุตบอลยูฟ่าคัพ 1997/1998 สตีฟ โบลด์ ได้ลงสนาม 2 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 187 นาที นัดแรกทีมบุกไปแพ้ POAK 0-1 จากนั้นในนัดที่2 มาเสมอกันที่ไฮบิวรี่ 1-1 ทำให้ อาเซน่อล ตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 2 นัด 1-2 สรุปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และเอฟเอคัพ กลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์

สตีฟ โบลด์ ลงเล่น 29 นัด ให้กับอาเซน่อล ส่วนคนที่ได้ลงสนามมากที่สุดคือ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 49 นัด และมาร์ก โอเวอร์มาส์ 46 นัด ,สตีฟ โบลด์  ได้รับใบเหลือง 9 ใบ เป็นรองเพียงแค่ ปาทริค วิเอร่า ที่ได้ใบเหลือง 10 ใบ
15


ดาวิด แพลท เล่นในตำแหน่ง มิดฟิลด์ตัวรุก  ฤดูกาล 1997/1998 ดาวิด แพลท ได้ลงสนาม 37 นัดรวมทุกรายการ
อยู่ในสนามเป็นเวลา 1,643 นาที แบ่งเป็นการลงเล่นพรีเมียร์ลีก 31 นัด เป็นตัวจริง 11 นัด เป็นตัวสำรอง 20 นัด
อยู่ในสนามเป็นเวลา  1410 นาที ยิง 3 ประตู จ่าย3แอสซิสต์

โดย 1 ใน 3 ประตูที่ทำได้ เกิดขึ้นในนัดที่ 14 ที่อาเซน่อล มีชัยเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-2
ดาวิด แพลท ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก 12 นัด ติดต่อกันในช่วงนัดที่ 8-20
แต่เป็นการลงเล่นตัวจริงเพียงแค่ 5 นัด สำรอง 7 นัด โดย ดาวิด แพลท ได้ลงสนาม 90 นาทีเต็ม
ในพรีเมียร์ลีก 5 นัดติดต่อกัน ในช่วงนัดที่ 14-17 ซึ่งอาเซน่อลแพ้ถึง 3 นัด จบฤดูกาลนั้นอาเซน่อล
เป็นแชมปืพรีเมียร์ลีกด้วยการมีแต้มเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 คะแนน

ฟุตบอลเอฟเอคัพ 1997/1998 ดาวิด แพลท ได้ลงสนามเพียงแค่ 1 นัดอยู่ในสนาม 28 นาที
ซึ่งนัดนั้นเป็นรอบชิงชนะเลิศ อาเซน่อล เอาชนะ นิวคาสเซิล 2-0 จากการทำประตูของ มาร์ก โอเวอร์มา
และนิโคล่า อเนลก้า ฟุตบอลลีกคัพ 1997/1998 ดาวิด แพลท ได้ลงสนาม 3 นัด ได้เล่น 120 นาทีเต็มในรอบที่4
ที่อาเซน่อล เอาชนะ โคเวนทรี่ 1-0 และนัดที่2 ได้ลงเป็นตัวำรอง 6 นาที ในรอบรองชนะเลิศนัดแรกที่เชลซี
เอาชนะ เอเซน่อล 2-1 นัดที่3 ได้ลงเป็นสำรอง 45 นาที ในรอบรองชนะเลิศนัดที่2 ที่อาเซน่อล
บุกไปแพ้ เชลซี 1-3 ตกรอบด้วยสกอร์รวม 3-4
ฟุตบอลยูฟ่าคัพ 1997/1998 ดาวิด แพลท ได้ลงสนาม 2 นัด นัดแรก ลงเป็นตัวสำรอง 19 นาที
อาเซน่อล บุกไปแพ้ PAOK 0-1 นัดที่2 ลงเป็นตัวสำรอง 16 นาที อาเซน่อล เสมอ PAOK 1-1
ทำให้อาเซน่อล ตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 1-2

สรปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อล ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอคัพ โดยที่ ดาวิด แพลท
มีส่วนร่วมกับทีม 37 นัด ส่วนคนที่ได้ลงสนามมากที่สุดคือ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 49 นัด
ดาวิด แพลท ยิงได้ 3 ประตู คนที่ยิงประตูให้อาเซน่อลมากที่สุดคือ เดนนิส เบิร์กแคม 22 ประตู
16


เดวิด เจมส์ เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ฤดูกาล 1997/1998 ได้ลงสนาม 37 นัดรวมทุกรายการ
อยู่ในสนามเป็นเวลา 3,360 นาที เสียไป 37 ประตู เก็บคลีนชีตได้ 16 นัด ลงเล่นเป็นตัวจริงทั้งหมด  แบ่งเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 27 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,430 นาที เสีย 26 ประตู

และเก็บคลีนชีต 11 นัด จบฤดูกาลนั้น ลิเวอร์พูล ชนะ18 เสมอ11 แพ้9 มี 65 คะแนน ได้อันดับที่ 3 ของพรีเมียร์ลีก ส่วนแชมป์ตกเป็นของอาเซน่อล 78 คะแนน รองแชมป์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 77 คะแนน อันดับ4เชลซี 63 คะแนน อันดับ5 ลีดส์ ยูไนเต็ด 59 คะแนน

ฟุตบอลเอฟเอคัพ 1997/1998 เดวิด เจมส์ได้ลงสนามเพียงแค่นัดเดียว เพราะลิเวอร์พูล จอดป้ายแค่รอบ 3 โดยการแพ้คาบ้านให้กับ โคเวนทรี ซิตี้ 1-3 โดยนัดนั้นดาเรน ฮัคเคอร์บี้ ของโคเวนทรี ยิง 1 และจ่ายอีก 2 แอสซิสต์

ทางด้านฟุตบอลลีกคัพ เดวิด เจมส์ ได้ลงสนาม 5 นัด รอบ3 ลงสนาม 90 นาทีเต็มลิเวอร์พูล เอาชนะเวสบรอมบริช อัลเบี้ยน 2-0 รอบที่4 ชนะกริมส์บี้ ทาวน์ 3-0 รอบที่5 ชนะนิวคาสเซิลในช่วงต่อเวลา 120 นาที 2-0 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ นัดแรกลิเวอร์พูลเล่นในแอนฟิลด์ เอาชนะ มิดเดิ้ลสโบรซ์ 2-1 ก่อนจะบุกไปแพ้ที่บ้านเดอะโบโร่ 0-2 ทำให้ตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 2-3

ฟุตบอลยูฟ่าคัพ 1997/1998 เดวิด เจมส์   ได้ลงสนาม 4 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 360 นาที
รอบแรกนัดแรกลิเวอร์พูลบุกไปเสมอเซลติก 2-2 ก่อนที่นัดที่2 จะมาเล่นในแอนฟิลด์เสมอกัน 0-0 ทำให้ลิเวอร์พูล เข้ารอบด้วยกฎการยิงประตูทีมเยือน เข้าสู่รอบ2 นัดแรกลิเวอร์พูล บุกไปแพ้ สตาบรูกซ์ ที่ฝรั่งเศส 0-3 ก่อนที่นัดที่ 2 มาเอาชนะที่แอนฟิลด์ 2-0 ตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 2-3

สรุปฤดูกาล 1997/1998 ลิเวอร์พูล ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่อันดับที่3 ในพรีเมียร์ลีก ไม่มีแชมป์รายการใดติดมือเลยแม้แต่รายการเดียว
นักเตะที่ยิงประตูให้ลิเวอร์พูลมากที่สุดรวมทุกรายการคือ ไมเคิล โอเว่น 23ประตู
นักเตะที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดของลิเวอร์พูลคือ ไมเคิล โอเว่น 18 ประตู
นักเตะที่ลงสนามให้ลิเวอร์พูลมากที่สุด รวมทุกรายการคือ สตีฟ แม็คมานามาน 46 นัด
นักเตะที่ลงสนามในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดของลิเวอร์พูลคือ สตีฟ แม็คมานามาน 36 นัด และไมเคิล โอเว่น 36 นัด
17

อิวาน คอร์โดบ้า เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ปี 1971 ที่ประเทศโคลัมเบีย
เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพในปี 1993 กับสโมสร เดปอติโว่  ริโอเนโกร
ก่อนจะย้ายไปอยู่กับแอตเลติโก้ นาซิอองนาลในปี 1996  และย้ายไปอยู่กับซานโรเลนโซ่
ในปี 1998 จนถึงปี 2000

ฤดูกาล 1999/2000 อินเตอร์ มิลานจ่ายเงิน 16 ล้านยูโร ซื้อตัว อิวาน คอร์โดบ้า มาจาก
ซานโรเลนโซ่ ฤดูกาลแรกเค้าได้ลงเล่น 25 นัด อินเตอร์ มิลาน จบอันดับที่4 ในกัลโช่ ซีเรียอา
ส่วนแชมป์ตกเป็นของลาซิโอ

เข้าสู่ฤดูกาล 2005/2006  อิวาน คอร์โดบ้า ได้ลงสนาม 48 นัด ยิงไป 4 ประตู
ได้ลงเล่นในกัลโช่ ซีเรียอา 35 นัด อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์กัลโช่ ซีเรียอา มาครองได้สำเร็จ
โดยพวกเค้ามีแต้มเหนือโรม่า 7 คะแนน และอินเตอร์เสียแค่ 30 ประตูน้อยที่สุดในลีก
เท่านั้นยังไม่พอ อินเตอร์ยังสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโคปา อิตาเลียมาครองได้อีก 1 รายการ
โดยอินเตอร์ มีชัยเหนือโรม่า 3-1 กลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์ของฟุตบอลอิตาลี
   
ฤดูกาล 2006/2007 อิวาน คอร์โดบ้า ได้ลงเล่น 41 นัดรวมทุกรายการ 
แบ่งเป็นการลงเล่นในกัลโช่ ซีเรียอา 29 นัด  จบฤดูกาลนั้นอินเตอร์ พ่ายแพ้แค่นัดเดียวตลอดฤดูกาล
คว้าแชมป์กัลโช่ ซีเรียอา  โดยมีแต้มทิ่งห่างโรม่า รองแชมป์มากถึง 22 คะแนน
   
เข้าสู่ฤดูกาล 2009/2010  อิวาน คอร์โดบ้า ได้ลงสนาม 25 นัดรวมทุกรายการ
อินเตอร์ มิลาน ที่อยู่ภายใต้การคุมทีมของโจเซ่ มูริญโญ่ คว้าแชมป์กัลโช่ ซีเรียอามาครอง
ด้วยการมีแต้มเหนือโรม่า 2 คะแนน ตามมาด้วยแชมป์โคปา อิตาเลีย จากชัยชนะเหนือโรม่า 1-0 
ซึ่งอิวาน คอร์โดบ้า ได้ลงเป็นตัวจริงในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกในนาที 39
แทนที่โดย วอเตอร์ ซามูเอล กองหลังทีมชาติอาเจนติน่า เท่านั้นยังไม่พอ ลูกทีมของมูริญโญ่
ยังก้าวไปเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปียนลีก จากชัยชนะเหนือ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากเยอรมัน
2-0 ซึ่งอิวาน คอร์โดบ้า มีชื่อเป็นตัวสำรอง แต่ไม่ได้ลงสนามในนัดนั้น
   
หลังจากจบฤดูกาลนั้น อิวาน คอร์โดบ้า อยู่กับอินเตอร์ จนถึงฤดูกาล 2011/2012
ลงสนามไปทั้งหมด 455 นัด ยิงได้ 18 ประตู คว้าแชมป์กัลโช่ ซีเรียอา 5 สมัยแชมป์โคปาอิตาเลีย 4 สมัย
และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 1 สมัย
Pages: 1 [2] 3

พื้นที่โฆษณา ขนาด 728x90 พิกเซล
ติดต่อ 080-000-0000